เทรนด์การ ทำ SEO ที่ห้ามพลาด มีอะไรบ้าง?
เมื่อสาย Content นักการตลาด นักธรุกิจ เอเจนซี่ ต่างก็เสิร์ชหา “อัปเดตเทรนด์ การ ทำ SEO เพราะเป็นที่รู้กันดี ว่าการทำ SEO ต้องมีการพัฒนา อยู่เสมอ
ซึ่งก็มีหลายเทรนด์ ที่น่าจับตามอง และน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา ของเทคโนโลยี ที่ล้ำไปไกลของโลก อย่าง Metaverse หรือ อุปกรณ์สุดล้ำต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อีกมากมาย และก็ปฏิเสธ ไม่ได้เลยว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จะส่งผลต่อการ ทำ SEO หรือการ จ้างทำ SEO อย่างแน่นอน ฉะนั้นเราจึงรวบรวม บทความ เทรนด์ที่น่าสนใจ สำหรับสาย SEO มาให้ทุกคนกัน
เทรนด์การทำ SEO ที่ห้ามพลาด มีอะไรบ้าง?
1. AI จะครอบครองการ ทำ SEO ที่ต้องพบกับ MUM ( Algorithm ใหม่ของ Google )
ซึ่ง AI จะมีผล ต่อการ ทำ SEO หรือ จ้างทำ SEO มากกว่า ที่ผ่านมา เพราะว่าบริษัท Google ( กูเกิล )ได้ประกาศตัว เป็น AI First Company โดยจะนำตัวประดิษฐ์ ที่มีชื่อว่า Artificial Intelligence มาใช้ ในทุก Product และ Service และรวมไปถึง การบริการอย่าง Search Engine ที่ทุกคนใช้กัน เป็นประจำทุกวัน นอกจากนี้ เรื่องของข้อมูล Stat และ User Signals ที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญ ย่อมมีผลต่อ Algorithm และยังมีสิ่งใหม่ ๆ ที่คนทำ SEO ต้องเรียนรู้อีกมากมาย ซึ่ง Google ( กูเกิล ) ได้มีการพัฒนา AI และ Algorithm ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง มาโดยตลอด โดยมีจุดประสงค์ ที่จะให้ AI ฉลาด และสามารถแสดงผลการ ค้นหา ได้อย่างถูกต้อง และตอบโจทย์ ผู้ใช้งาน เพื่อมอบประสบการณ์ การท่อง เว็บไซต์ ( Website ) ให้ตรงความต้องการ ของผู้ใช้งาน ( User Intent ) มากที่สุด
สำหรับ MUM ที่มีความฉลาด มากกว่า Algorithm ตัวก่อน ๆ และจะเข้ามามีผล ต่อการ ทำ SEO โดยตรง เรามาดูกันว่า Google ( กูเกิล ) ได้พัฒนา AI ให้ล้ำอย่างไร และในมุมมอง ของคน ทำ SEO ควรเตรียมตัวอย่างไร
MUM : More Visual ถูกพัฒนา วิธีการ ค้นหา ให้ล้ำหน้ายิ่งขึ้น และตอบโจทย์การพัฒนา ของโลกอย่าง Metaverse ด้วยการ เน้นเรื่องของ “การแสดงผล” ที่มากกว่าเดิม อาทิเช่น
- ฟีเจอร์ Google Lens หรือ การค้นหาด้วย ภาพ
- การแสดงผล การค้นหา ที่ให้มีความน่าอ่าน มากขึ้น ด้วยรูปภาพ วิดีโอ และ ไฟล์ GIF เป็นต้น
- การฉลาดล้ำกว่าเดิม ด้วยการเพิ่มคำถาม ที่เกี่ยวกับรูปภาพ ที่เราถ่าย
2. กลยุทธ์การตลาด ของการ ทำ SEO ที่ดี ก็ต้องมี วิดีโอ ประกอบ
อย่างที่บอกไป ในข้อ 1 ว่า MUM Algorithm ที่เป็นตัวใหม่ จาก Google ( กูเกิล ) จะเน้นการแสดงผล แบบ Visual ที่มากขึ้น และประกอบกับโลก อย่าง Metaverse ที่กำลังเข้ามา ทำให้การแสดงผล แบบ Visual มีความจำเป็น มากกว่าเดิม และสถิติ ที่น่าสนใจ ก็ยังชี้ให้เห็นตรงกันว่า Video ( วีดีโอ ) เป็น Content ( คอนเทนต์ ) ที่ได้รับความนิยมสูง มากกว่า Content ( คอนเทนต์ ) ประเภทอื่น ๆ
- ติ๊กต็อก ( Tiktok ) ซึ่งเป็น โซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มวิดีโอ ที่ได้รับความนิยม สูงมาก ๆ จากทั่วโลก ที่พุ่งสูงสุดในปี
- โซเซียลมีเดีย ( Social Media ) และ E-Commerce Website ( เว็บไซต์ ) ต่างก็พัฒนา ให้มีการรองรับ Video ( วีดีโอ ) และ Streaming ไปตาม ๆ กัน
- ยูทูป ( Youtube ) เป็นแพลตฟอร์มรูปแบบ วิดีโอคอนเทนต์ ที่มั่นคง มาอย่างยาวนาน ถึง 16 ปี และกำลังก้าวเข้าสู่ ปีที่ 17 และมี Google ( กูเกิล ) ที่เป็นเจ้าของ
ซึ่งสถิติที่น่าสนใจ ก็คือ ผู้บริโภค กว่า 52 % จะมีความมั่นใจ ในตัวสินค้า ที่มากขึ้น เมื่อได้ดู วิดีโอ แนะนำ เกี่ยวกับสินค้านั้น ๆ เราจึงสรุปได้ว่า การใช้ Video ประกอบกับ การ ทำ SEO หรือ จ้างทำ SEO 0tเป็นแนวทาง การทำ Content ( คอนเทนต์ ) ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากนี้ หากเรา ทำคอนเทนต์ Video บน ยูทูป ( Youtube ) ก็ยังเป็นการ เพิ่มช่องทาง สำหรับการเข้าถึง ธุรกิจ ของเรา ได้ดี อีกด้วย
3. Keyword ( คีย์เวิร์ด ) ที่มีความสำคัญ มากขึ้น
โดยปกติ เรามักจะทำ บทความ SEO ด้วยการเลือกใช้ Keyword ( คีย์เวิร์ด ) หลัก เพียงคำเดียว แต่ในปี 2022 ที่มีการพัฒนา ความสามารถ ของ Algorithm ที่ทำให้ Sub Keyword ที่มีความหมาย และเกี่ยวข้องกับ Keyword ( คีย์เวิร์ด ) หลัก ที่มีความสำคัญ มากยิ่งขึ้น
Sub Keyword หรือ ที่เรียกอีกอย่างว่า คีย์เวิร์ดรอง ก็คือ การเลือก คีย์เวิร์ด อีกหนึ่งคำ เข้ามาใส่ ใน บทความ โดยที่ให้ความสำคัญ และปริมาณที่ใกล้เคียงกัน ยกตัวอย่าง เช่น การ ทำ SEO กับ วิธีทำ SEO ซึ่งสองคำนี้ มีความหมาย ที่คล้ายกัน และพูดถึงเรื่องเดียวกัน จึงสามารถ นำไปใส่ใน บทความ เดียวกันได้ แต่เราก็อย่าลืม คำนึงถึงบริบทของ เนื้อหาให้ออกมา เป็นธรรมชาติที่สุด ด้วยนะ
4. Social Listening จะช่วยการ ทำ SEO ที่ให้ปัง มากกว่าเดิม
กลยุทธ์การตลาด นี้ จะเป็นวิธีเด็ด ที่จะช่วยทำให้ Content ( คอนเทนต์ ) ของเราตอบโจทย์ User มากยิ่งขึ้น ซึ่ง Social Listening ก็คือ “การฟัง” เสียงตอบรับ ใน Social ที่มาจากหลากหลายช่องทาง ที่ไม่ว่าจะเป็น Social Media, Direct Message และ กระดานสนทนา ซึ่งเสียงตอบรับ ( Feedback ) เหล่านี้ อาจจะมาในรูปแบบ ของการรีวิว การพูดถึง การวิจารณ์ แฮชแท็กแบรนด์ คำถาม และ ข้อสงสัย ต่าง ๆ ที่ไม่ว่าจะเกี่ยวกับ ธุรกิจ ของเรา หรือ คู่แข่ง ทางการ ตลาดออนไลน์ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ สามารถหยิบมาทำ เป็น คอนเทนต์ ที่ให้ครอบคลุม ตามความต้องการ ของลูกค้า ได้ และนอกจากนี้ ยังนำข้อมูล ไปพัฒนา ธุรกิจ หรือ สินค้า ของเรา ได้อีกด้วย
สำหรับในยุคนี้ นอกจากวิธีการทำ Social Listening ด้วยตัวเอง ผ่านช่องทางต่าง ๆ แล้ว ยังมี Social Listening Tools และอีกหลายตัว ที่จะช่วยเราฟังเสียง ของสังคมได้ อาทิเช่น Mandala, Mention.com, TweetDeck, Google Alerts และ GoogleTrend เป็นต้น
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น